คู่มือเพื่อการตัดสินใจ

กำไร Margin และ Markup: ใช้ตัวเลขไหนตั้งราคาขาย

ก่อนตัดสินใจ ให้เริ่มจาก 3 เรื่องนี้

  • รวมต้นทุนสินค้า ค่าแพ็ก และค่าส่งเป็นต้นทุนต่อชิ้นก่อน
  • ตัดสินใจว่าเป้ากำไรเป็น Margin หรือ Markup แล้วใช้ให้ตรงกันทั้งร้าน
  • ตรวจกำไรต่อชิ้นหลังหักส่วนลดและค่าธรรมเนียมการขาย

กำไร

กำไรขั้นต้นคือราคาขายลบต้นทุน แต่ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่นของธุรกิจ

Margin กับ Markup

Margin เทียบกำไรกับยอดขาย ขณะที่ Markup เทียบกำไรกับต้นทุน จึงให้เปอร์เซ็นต์ต่างกัน

ตั้งราคาอย่างรอบคอบ

รวมต้นทุนคงที่ ค่าขนส่ง ค่าธรรมเนียม และความสูญเสียก่อนตั้งเป้ากำไร

ตั้งต้นทุนให้ครบก่อนตั้งราคา

ต้นทุนต่อหน่วยควรรวมค่าวัตถุดิบ แรงงาน บรรจุภัณฑ์ ค่าขนส่ง ค่าธรรมเนียมรับชำระ และสัดส่วนความสูญเสีย หากขาดรายการใด Margin ที่เห็นอาจดีกว่าความจริง

ใช้ Margin เพื่ออ่านกำไรจากยอดขาย

Margin ช่วยตอบว่าจากยอดขาย 100 บาท เหลือกำไรกี่บาท ส่วน Markup ช่วยดูว่าบวกจากต้นทุนกี่เปอร์เซ็นต์ เลือกใช้ตัวชี้วัดเดียวกันเมื่อต้องเปรียบเทียบสินค้า

ทดสอบราคาหลายระดับ

ลองคำนวณราคาปกติ ราคาส่วนลด และราคาส่ง เพื่อดูว่าจุดใดเริ่มกระทบกำไร แล้วกำหนดขอบเขตส่วนลดที่ธุรกิจรับได้

ตัวอย่างแบบลงรายละเอียด

ต้นทุน 700 บาท ต้องการ Margin 30%

ราคาขาย = 700÷(1−0.30) = 1,000 บาท กำไรขั้นต้น 300 บาท และ Margin = 300÷1,000×100 = 30% แต่ถ้าใช้วิธีบวกต้นทุน 30% จะขาย 910 บาท กำไร 210 บาท และ Margin เพียง 210÷910×100 ≈ 23.08% หากยังมีค่าธรรมเนียมขายอีก 10% ของยอดขาย ต้องรวมก่อนตั้งเป้ากำไร เช่น ต้องการเหลือ 30% หลังค่าธรรมเนียมนี้ ราคาจะเป็น 700÷(1−0.10−0.30) ≈ 1,166.67 บาท โดยยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่น

จุดที่มักพลาด

ต้องระบุให้ชัดว่าเป้ากำไรเป็นกำไรขั้นต้นหรือหลังค่าธรรมเนียม เพราะฐานต้นทุนต่างกัน

อ่านต่อจากต้นทาง

แหล่งข้อมูลที่ใช้ตรวจสอบ

คำถามที่ผู้อ่านมักสงสัย

Margin กับ Markup เท่ากันเมื่อใด?

เมื่อกำไรเป็นศูนย์ทั้งสองค่าเป็นศูนย์ สำหรับต้นทุนและราคาขายบวกที่มีกำไร Markup จะสูงกว่า Margin เพราะหารด้วยฐานต้นทุนที่เล็กกว่า

ก่อนนำผลไปใช้จริง

ตัวอย่างในบทความไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีเงินได้ของกิจการ ร้านที่จด VAT ต้องแยกภาษีออกก่อนคิดกำไร

ทดลองคำนวณจากข้อมูลของคุณ

หากพบข้อผิดพลาดหรือมีเอกสารอ้างอิงที่ควรเพิ่ม โปรดแจ้งผ่าน หน้าติดต่อเรา